รายงานพิเศษ... โดย พงศ์เมธ ล่องเซ่ง
       
       คง ไม่มีใครเถียงหากจะพูดว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่เหมาะแก่การถูกกอบโกยมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของอบายมุข ทำให้ทุกวันนี้ได้มีผู้ประกอบการ พ่อค้า แม่ค้าหัวใส ที่หันมาดำเนินธุรกิจกับวัยรุ่นโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย และมี “เหล้าปั่น” เป็นตัวดึงดูดรายใหม่จำนวนมาก
       

       ด้วยความที่กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียน นักศึกษา ทำให้พื้นที่ขายเหล้าปั่นกระจุกตัวอยู่บริเวณโดยรอบสถานศึกษา ซึ่งจากการสำรวจมหาวิทยาลัย 15 แห่งในกทม.และปริมณฑลในรัศมี 500 เมตร เที่ยวล่าสุดโดยความร่วมมือของ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา และศูนย์วิจัยปัญหาสุราพบว่า มีร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึง 1,712 ร้าน โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบมากสุดถึง 407 ร้าน ตามมาด้วย ม.รามคำแหง 164 ร้าน และ ม.เกษตรศาสตร์ 129 แห่ง ทั้งนี้กว่าร้อยละ 93 พบเป็นร้านขายเหล้าปั่น และร้อยละ 87 ร้านเหล้าปั่นจะอยู่ในรัศมี 200 เมตรจากมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง

 ขณะที่ข้อมูลของ “กนิษฐา ไทยกล้า” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.เชียงใหม่ เผยให้เห็นว่า ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ ช่วงเดือนก.พ. 51 – ม.ค. 52 พบว่า มีร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 59% จาก 682 ร้านเป็น 1,083 ร้าน ในจำนวนนี้มีร้านเหล้าปั่นเพิ่มขึ้นจาก 15 ร้าน เป็น 47 ร้าน
       
       จากข้อมูลที่น่าตกใจข้างต้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “คำรณ ชูเดชา” ผู้อำนวยการมูลนิธิเยาวชนเพื่อการพัฒนา จะให้นิยามของเหล้าปั่นว่า “เหล้าแปลงร่าง เหล้าที่ผู้ใหญ่เอามาหลอกขายเด็ก” ทั้งยังบอกอีกว่า เหล้าปั่นแฝงไปด้วยอันตรายที่น่ากลัวมาก หลักๆ มาจากการเข้าถึงที่ง่าย โดยเฉพาะเยาวชน วัยรุ่น และนักดื่มหน้าใหม่ ที่ดึงดูดใจด้วยสีสัน รสชาติที่ง่ายต่อการลิ้มลอง เพราะตัวของแอลกอฮอล์ที่ใส่เข้าไปจะผสมไปพร้อมกับปริมาณน้ำตาลในน้ำหวาน ทำให้คนที่ดื่มเข้าไปแล้วไม่รู้สึกว่าขม กลิ่นแอลกอฮอล์ก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นของผลไม้ต่างๆ แต่หารู้ไม่ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ก็ยังคงอยู่เท่าเดิม ผู้ที่ดื่มเข้าไปจะเพลินจนเมาไม่รู้ตัว
       
       ขณะเดียวกันในด้านของการจัดบรรยากาศของร้านก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูด ใจวัยรุ่นได้มาก โดยเน้นความน่ารัก สบายๆ ไม่แออัดเหมือนในผับ สามารถนั่งดื่ม พูดคุยกันได้ บางแห่งอาศัยเพียงแค่ริมฟุตบาธก็นั่งดื่มกันได้แล้ว ที่หนักกว่านั้นบางแห่งก็เปิดขายในมุมเล็กของร้านอาหารตามสั่ง ร้านกาแฟ จนกระทั่งร้านเกมก็มีให้บริการ เรียกได้ว่าติดทั้งเกม ติดทั้งเหล้าไปในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการดื่มรูปแบบใหม่ที่ง่ายขึ้นไปอีกทั้งการปั่นใส่ถุง ใส่ขวดพร้อมดื่ม

  “การดื่มเหล้าปั่นเองก็เหมือนเป็นค่านิยมสำหรับนักดื่มหน้าใหม่ที่ไม่เคย กินเหล้ามาก่อนจริงๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เพิ่งจะลองดื่มเหล้า เพราะคนที่เป็นคอเหล้าแท้ๆ จะไม่นิยมดื่มเหล้าปั่นกัน ดังนั้นเหล้าปั่นจึงเหมือนขั้นแรกก่อนก้าวไปสู่การดื่มเบียร์ เหล้า จนกลายเป็นคอทองแดงในที่สุด ซึ่งผู้หญิงจะเสี่ยงต่อการถูกมอม ถูกล่อลวงไปกระทำอนาจารได้ง่ายเช่นกัน” ผอ.มูลนิธิเยาวชนเพื่อการพัฒนา อธิบาย
       
       ด้าน “จิราภรณ์ กมลรังสรรค์” จากวิทยาลัยราชพฤกษ์ ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์ เสนอว่า จากปัญหาร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ล้อมรอบสถาบันการศึกษา การขายเหล้าในหอพัก รวมถึงร้านเหล้าปั่นนั้น เครือข่ายเยาวชนฯ ได้เรียกร้องไปยังคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พื่อออกมาตรการ เช่น 1. การควบคุมร้านเหล้าปั่น โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้สถานศึกษา หอพัก ให้ออกเป็นประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุขโดยเร่งด่วน 2.คณะกรรมการควบคุมฯ ควรเป็นเจ้าภาพประสานให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีการหารือ ร่วมกำหนดปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย ระบุลักษณะ นิยามของเหล้าปั่นให้ชัดเจน เพื่อที่การทำงานจะได้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช้ทำงานแบบปัดความรับผิดชอบ 3. เครือข่ายเยาวชนฯ ยินดีจะนำผู้แทนคณะกรรมการควบคุมฯ ลงพื้นที่จริง เป็นต้น
       
       นอกจากนี้ “นพ.บัณฑิต ศรไพศาล” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการควบคุมการจำหน่าย เหล้าปั่น และร้านเหล้ารอบสถานศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมเสนอมาตรการห้ามจำหน่ายเหล้าปั่น แต่อาจยกเว้นให้จำหน่ายได้ในสถานบันเทิงที่มีใบอนุญาตจำหน่ายเท่านั้น และต้องควบคุมห้ามเด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ รวมทั้งห้ามมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรัศมี 100-500 เมตร รอบสถานศึกษา หรืออาจกำหนดให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน อัตราสูง หากมีการจำหน่ายในรัศมีไม่เกิน 500 เมตร รอบสถานศึกษา ตลอดจนกำหนดพื้นที่สำหรับร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ด้วย
       
       ... ถึงตรงนี้แม้ทุกภาคส่วนการทำงานด้านเยาวชน สังคม ต่างก็ตื่นตัว ออกมาเรียกร้อง เสนอแนวทาง และตีกรอบให้เร่งจัดการปัญหาเหล้าปั่นแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่กุมอำนาจการตัดสินใจในการ “สั่งห้าม” รวมถึงผู้ประกอบการยังไม่มีจิตสำนึกร่วมกัน “เหล้าปั่น” ก็ยังจะกลายเป็น “หลุมดำ” ของเยาวชนต่อไป ไม่มีวันจบลงง่ายๆ แน่นอน...

 

Credit : โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กรกฎาคม 2552 08:23 น.


เมื่อก่อนหนุ่มสาวจะหาคู่หรือเพื่อนรู้ใจก็ ต้องเขียนจดหมายไปหา‘ลุงหนวด’ ให้ช่วยลงประกาศหาคู่ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ จากนั้นก็ต้องทำความรู้จักคุ้นเคยกันผ่านทางจดหมายหลายสิบฉบับ ดังนั้นกว่าจะได้นัดเจอกันก็กินเวลาแรมเดือนแรมปี แต่ปัจจุบันนี้ในยุคเทคโนโลยีไร้สายการหาเพื่อนคุย หาเพื่อนใจ หรือแม้แต่หาเพื่อนนอน กลับทำได้ง่ายดายแค่ปลายนิ้วสัมผัส เพราะเพียงแค่โพสข้อความผ่านเว็บไซต์ก็สามารถหาคู่นอนได้ชั่วข้ามคืน ฉะนั้นวิธีนี้จึงกลายเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น วัยทำงาน ชนิดที่เรียกได้ว่ามีการประกาศตัวกันอย่างโจ่งแจ้งโจ๋งครึ่มเลยทีเดียว
       
       สร้างสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน
       
       ขั้นตอนการสร้างสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์นั้นเริ่มจากการโพสอีเม ลหรือเบอร์โทรศัพท์ พร้อมทั้งข้อความเชิญชวนลงตามเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งที่นิยมกันมากได้แก่ เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเซ็กซ์ , เว็บฯหาคู่ , เว็บฯเฉพาะกลุ่ม เช่น เว็บฯเกย์ เว็บฯทอม-ดี้ รวมทั้งเว็บบอร์ดต่างๆ โดยเฉพาะเว็บที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น
       
       สำหรับข้อความที่โพสกันนั้นมีตั้งแต่ข้อความพื้นๆ อย่าง โสด เหงา หาคนรู้ใจ ไม่ผูกมัด , เกย์รับ อยู่กรุงเทพฯ , หนุ่มน่ารัก หาคนอุปการะ , สาวเหงาใจ อยากได้คู่นอนที่ไม่เรื่องมาก , อยากลองจังเลย ,รับสาวจัดจ้านมาเซ็กซ์โฟน เราอ่ะเซ็กซ์โฟนตัวพ่อ ไปจนถึงข้อความล่อแหลม โจ๋งครึ่ม เช่น มีประสบการณ์ สวิงกิ้ง รับรองจะติดใจ , ต้องการเพื่อนร่วมเตียง อดมานาน , สูง 169 หนัก 75 ลีลาพอใช้ , อยากหาสาวมาเล่นเสียว , ไม่ลองกันหน่อยหรือ มีสามีแล้วแต่สามีไม่ค่อยอยู่ และบางข้อความก็ไม่สามารถนำมาออกอากาศได้ หลังจากโพสข้อความทิ้งไว้แล้วก็รอเวลาที่หนุ่มสาวใจถึงจะต่อสายหรืออีเม ลติดต่อเข้ามา เมื่อมีการพูดคุยและรู้สึกว่าพอใจกันในระดับหนึ่งก็จะนัดเจอกันเพื่อศึกษา และสร้างสัมพันธ์กันต่อไป ซึ่งหากได้เจอกันแล้วไม่ถูกใจก็ยุติความสัมพันธ์ไว้แค่นั้น แต่ถ้าถูกอกถูกใจและมีเป้าหมายตรงกันก็มักจะนัดหมายไป‘กระชับสัมพันธ์’กันใน ขั้นต่อๆไป
       
       ‘วี’ หนุ่มนักธุรกิจซึ่งลงโพสหาเพื่อนใจทางอินเตอร์เนต เล่าถึงประสบการณ์ในการหาเพื่อนออนไลน์ ว่า “ ตอนที่โพสเบอร์โทร.ไว้นี่ ไม่มีสาวๆโทร.มาเลยนะ แต่ตอนที่ลงอีเมลไว้นี่มีผู้หญิงเมลกลับมาเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา ก็คุยกันเรื่องทั่วๆไป แต่มีหลายรายที่อีเมลมาขอยืมเงิน ตอนนี้เดือดร้อน ให้โอนเงินให้หน่อย ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกันเลย ผมก็ไม่ได้โอนให้หรอกเพราะพวกนี้คงเป็นมิจฉาชีพมากกว่า ผมว่าการหาเพื่อนหรือหาคู่ทางอินเทอร์เนตเนี่ยมันน้อยมากนะที่จะประสบความ สำเร็จ ”

 หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่แห่ใช้บริการ
       
       ด้าน ‘ภูมิ’ หนุ่มหาดใหญ่ที่เคยโพสหาคู่นอนในอินเทอร์เน็ต บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา ว่า “ หลังจากที่ลงโพสหาคู่นอนเนี่ยยังไม่มีสาวๆโทร.มาเลย มีแต่ผู้ชายโทร.มาถามว่าสำเร็จไหม ได้เพื่อนนอนบ้างหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่เมื่อก่อนนี้ผมเคยโพสแบบหาเพื่อนคุย ก็มีสาวๆโทร.มาบ้างเหมือนกันนะ แต่ไม่ถึงขั้นนัดเจอกัน แต่แปลกนะส่วนใหญ่จะเป็นเซ็กซ์โฟน คือที่ผ่านมาเนี่ยมีเซ็กซ์โฟนเข้ามาประมาณ 5 ราย ตอนแรกก็คุยธรรมดา สักพักเขาก็จะถามว่าคุณทำอะไรอยู่ ฉันนอนอยู่บนเตียง ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า...... อะไรประมาณนี้
       
       ผม คิดว่าโพสสนุกๆ แต่ถ้าได้จริงๆก็ดีนะ (หัวเราะ) คือผมโพสในเว็บวัยรุ่นทั่วๆไป แต่มันจะมีเว็บไซต์ที่เปิดขึ้นมาเพื่อหาคู่นอนโดยเฉพาะ ซึ่งคนที่จะเข้าไปโพสข้อความต้องเสียค่าสมาชิกประมาณ 1,000 บาท นอกจากนั้นใน hi5 ก็มีแก๊งหาคู่นอนเหมือนกันนะ ผมว่าตอนนี้สังคมมันฟรีเซ็กส์ไปแล้ว อย่างเราทำงานแล้ว คิดว่าเราดูแลตัวเองได้ ตรงไหนที่เสียงเราก็ไม่เข้าไป ”
       
       ขณะที่ ‘เอ็ม’ นักเรียน ม.6 ซึ่งโพสข้อความอย่างเปิดเผยว่าต้องการหาคู่เกย์ บอกว่า “ จากที่โพสไว้ก็มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายโทร.เข้ามา คือผู้หญิงบางคนเขาก็อยากมีแฟนเป็นเกย์ (หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นผู้ชายก็จะโทร.มาจีบตรงๆเลย มีทั้งที่เรียนอยู่ ม.ปลาย เรียนมหาวิทยาลัย เด็กช่างกล แล้วก็คนที่ทำงานแล้ว ส่วนใหญ่ก็นัดเจอกัน ไปกินข้าว ดูหนัง บางคนก็เลี้ยงข้าว ซื้อข้าวของให้ คือถ้าเป็นพวกเสื้อผ้าราคา 300-400 บาท นี่ผมรับได้ แต่ถ้ามากเกินไปก็ไม่เอา อย่างมีพี่ผู้ชายคนหนึ่งเขาทำงานแล้วเขาก็ถามว่าอยากได้โทรศัพท์มือถือ เครื่องใหม่ไหม แต่ผมไม่เอา เกรงใจเขา แต่ก็มีเหมือนกันที่เสนอจะส่งเสียเลี้ยงดู ชวนไปอยู่ด้วย แต่ผมไม่ไปหรอก ผมว่าดูแล้วไม่น่าไว้วางใจนะ
       
       ที่คบเป็นแฟนก็มีบ้าง บางคนคบกันแค่ 2-3 สัปดาห์ก็เลิกกันไป แฟนที่คบอยู่ปัจจุบันก็รู้จักกันผ่านเว็บไซต์เหมือนกัน เขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 ผมคิดว่าที่มีเกย์เข้าไปโพสหาคู่ในตามเว็บไซต์เยอะเพราะว่าเขาไม่สามารถ แสดงออกในที่สาธารณะได้ อย่างผมถ้าอยู่ที่บ้านหรือโรงเรียนผมก็ทำตัวเป็นผู้ชายปกติ เวลาโพสในเว็บฯก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร นอกจากเว็บฯเกย์ซึ่งเราเปิดเผยได้เต็มที่เพราะตรงนี้คือสังคมของเรา”

page="Pics";

 

 สาวซ่าส์ โพสหาเพื่อนนอน
       
       หลายคนอาจจะคิดว่าคนที่โพสหาคู่นอนน่าจะมีแต่ผู้ชายเท่านั้น แต่จริงๆแล้วสาวมั่นสาวซ่าที่เข้าไปโพสหาเพื่อนนอนก็มีอยู่เหมือนกันแม้จะ ค่อนข้างน้อย และหลายคนยืนยันว่าถูกกลั่นแก้งก็ตาม
       
       สาวเฉี่ยวเปรี้ยวซ่า ผิดกับภาพลักษณ์แม่ค้าขนมหวานอย่าง ‘ปู’ ที่เคยลงโพสหาคู่นอนผ่านเว็บไซต์ เปิดเผยกับเราแบบถึงพริกถึงขิง ว่า “ พอโพสหาคู่นอนตามเว็บไซต์ก็มีผู้ชายโทร.เข้ามาเยอะมาก... ช่วงที่ลงโพสใหม่ๆจะมีโทร.เข้ามาสัปดาห์ละ 20 กว่าคน ช่วงหลังๆก็ตกประมาณสัปดาห์ละ 5 คน ก็มีที่ไปเจอแล้วถูกใจ ไปมีอะไรกันประมาณ 2- 3 คนนะ คนที่คบกันนานที่สุดก็ 4-5 เดือน เขาอยู่ต่างจังหวัด บางที่เขาก็มาหาเรา บางที่ปูก็ไปหาเขา แต่ไม่ได้มีเซ็กส์กันทุกครั้งนะ ตอนหลังภรรยาเขาโทร.มาระรานก็เลยบอกให้เขากลับไปหาเมียเถอะ แล้วอีกอย่างปูก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยได้เจอกันเพราะปูอยู่กรุงเทพฯ เขาอยู่ต่างหวังหวัด ส่วนคนที่ 2 ที่รู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ตมีอะไรกันสัก 3-4 ครั้งก็เลิกไปเพราะเขาชอบขอเงิน ส่วนอีกคนหนึ่งเจอกันแค่หนเดียว ก็ถูกใจนะ คนนี้เขาหล่อ แต่เขามีเจ๊เลี้ยงอยู่แล้ว เขาบอกว่าตอนนี้กำลังระหองระแหงกับเจ๊อยู่ แต่ปูมองว่าเขาน่าจะกำลังจะชวดจากเจ๊เลยจะมาเกาะเราก็เลยไม่เอาดีกว่า แค่ออกค่าโรงแรมหลายๆครั้งก็แย่แล้ว คือรุ่นนี้แล้ว ผู้หญิงเป็นฝ่ายออกค่าโรงแรมเองแล้ว(หัวเราะ) ก็เหมือนเราซื้อความสุขให้ตัวเอง
       
       แต่ ผู้ชายที่โทร.เข้ามา ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไปนอนกับเขาทุกคนนะ ถูกใจถึงจะไป บางคนตามมาถึงที่ร้านปูเลย แต่หน้าตาแย่ปูก็ไม่เอา เขาบอกว่าเขาให้เงินนะ ปูก็ย้อนไปว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัวนะ แล้วเชื่อไหมผู้ชายที่โพสหาคู่นอนเนี่ยไม่ได้แปลว่าเขาจะจ่ายค่าข้าว-ค่า โรงแรมให้ผู้หญิงเหมือนกันหมดทุกคนนะ บางคนพอเจอกันปุ๊บเขาบอกปูเลยว่าหารค่าโรงแรมกันนะ ปูเลยบอกว่าถ้าอย่างงั้นคุณกลับไปช่วยตัวเองที่บ้านดีกว่า (หัวเราะร่วน) คือมานอนกับเราเงินก็ไม่เสียนะ จะให้เราช่วยออกค่าโรงแรมอีก มีมาแปลกๆเยอะ มีอยู่รายหนึ่งแก่แล้วแต่มีเมียสาว ตัวเองหมดสภาพแล้วจะให้เราพาผู้ชายไปคนหนึ่ง ไปสวิงกิ้งกับเมียเขา ส่วนเขาจะนั่งดู ปูก็ปฏิเสธไป บางทีภรรยาก็เป็นฝ่ายโทร.มาขอให้ปูไปนอนกับสามีเขา คือเขากลัวสามีจะไปมีเมียน้อยเลยพยายามหาสาวๆไปให้ เพราะคิดว่ามีอะไรแบบชั่วครั้งชั่วคราวและอยู่ในสายตาเขาดีกว่า แต่แนวนี้ปูไม่โอเค
       

       ผู้ชายที่เข้ามานี่หลากหลายมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพวกพนักงานบริษัท ก่อนนัดเจอกันปูจะคุยกับเขาชัดเจนเลยว่ามีอะไรกันแล้วก็จบ ไม่สานต่อนะ แล้วถ้าปูอยากเจอ ปูจะเป็นคนโทร.ไปนัดเอง ปูก็ไม่ใช่คนสวยนะ แค่ขาวๆ หมวยๆ ออกจะอ้วนด้วยซ้ำ แต่ปูจะมีแฟนตลอด เมื่อก่อนปูคบทีละหลายคน แต่ตอนนี้คบอยู่แค่คนเดียว คบหลายคนเปลืองค่าข้าวค่าโรงแรม (หัวเราะขำ) แล้วปูมีคติประจำใจว่าต่อให้เป็นแค่คู่นอนก็จะไม่ยุ่งกับคนที่มีครอบครัว แล้ว คือเราไม่อยากทำให้ครอบครัวเขาแตกแยก มันบาป ”
       
       แต่ในกรณีของ ‘นุ่น’ สาวสุราษฎร์ซึ่งโพสข้อความในเว็บไซต์ไว้ว่า “อยากมีประสบการณ์แบบผู้หญิงกับผู้หญิง” นั้น เธอบอกกับเราว่าสามีเป็นคนโพสข้อความดังกล่าวให้เพราะต้องการสร้างความแปลก ใหม่ให้ชีวิตคู่
       
       “ เรา 2 คนจะค่อนข้างเปิดกว้างเรื่องเซ็กซ์ มีอะไรก็คุยกันตรงๆเลย คือแฟนนุ่นเขาเป็นคนที่มีจินตนาการทางเพศสูง เขาอยากได้ความตื่นเต้น ก็อยากให้นุ่นมีอะไรกับผู้หญิงด้วยกัน โดยมีเขานั่งดูอยู่ด้วย นุ่นก็โอเคเพราะมองว่าผู้หญิงกับผู้หญิงไม่มีอะไรเสียหาย เขาก็เลยเข้าไปโพสข้อความในเว็บฯ แต่ก็ยังไม่มีผู้หญิงคนไหนโทร.มานะ มีแต่ผู้ชายโทร.มาว่าเขากับภรรยาต้องการคู่สวิงกิ้ง แต่เราไม่เอาด้วยเพราะเราไม่ใช่แนวนั้น
       
       นุ่นกับแฟนอยู่ด้วยกันมา 4 ปี ก็เข้าใจว่าผู้ชายต้องมีเบื่อ ก็อยากได้อะไรที่ตื่นเต้นบ้าง ตอนแรกเราก็รับไม่ได้ แต่คิดว่าให้ผู้ชายอิ่มในบ้านดีกว่าเพราะถ้าปล่อยให้ไปมีอะไรนอกบ้านปัญหา มันตามมาเยอะ เราเป็นคู่ชีวิตกันแล้วอะไรที่ทำให้เขามีความสุขได้เราก็ยินดี คิดว่าความเข้าใจความต้องการของกันและกันมันทำให้ชีวิตคู่ยั่งยืนนะ ”

  หาคู่นอน ไม่อยู่ในสมองของทอม-ดี้
       
       ทั้ง นี้พบว่าผู้ที่โพสข้อความในลักษณะหาคู่นอนตามเว็บไซต์ต่างๆนั้นส่วนใหญ่จะ เป็นผู้ชายและกลุ่มเกย์ ขณะที่ผู้หญิงเข้ามาโพสค่อนข้างน้อย และที่น่าสนใจคือในกลุ่มทอม-ดี้กลับไม่พบว่ามีการโพสข้อความในลักษณะนี้เลย แม้จะเว็บไซต์เฉพาะกลุ่มของทอม-ดี้ก็ตาม
       
       ‘เหน่ง’ ทอมขี้เหงาจากปราจีนบุรี บอกว่าเธอเคยมีแฟนสาวที่รู้จักกันผ่านเว็บไซต์ แต่เพิ่งเลิกรากันไปเมื่อไม่นานมานี้
       
       “ คือก่อนหน้านี้เหน่งก็มีเป็นแฟนผู้หญิงที่รู้จักกันตามปกติ ก็คบกันมา 5 ปีแต่เลิกกันไป เหน่งก็เลยลองมาโพสหาแฟนในเว็บไซต์ ก็มีสาวโทร.มา จากนั้นเราก็โทร.คุยกันทุกวัน คุยกันแบบแฟน คุยกันอยู่ปีหนึ่งเต็มๆ แต่ว่าไม่มีโอกาสได้เจอกัน มาเจอกันครั้งเดียวเมื่อต้นปีนี้ จากนั้นเขาก็ไม่รับโทรศัพท์เหน่งอีกเลย บอกว่าอยากจะมีแฟนเป็นผู้ชาย แต่เหน่งคิดว่าอาจจะเป็นแค่ข้ออ้างก็ได้ เราคงไม่ใช่สเป็กเขามากกว่า ที่ผ่านมาผู้หญิงที่รู้จักกันผ่านเว็บฯก็มีหลายแบบ บางคนอกหักจากแฟนก็เลยหาเพื่อนคุยแก้เหงา บางคนโทร.มาขอเงินก็มี แต่เพื่อนเหน่งที่เป็นทอมเหมือนกันเขาได้แฟนจากเว็บไซต์และคบกันยาวนานก็มี หลายคู่นะ ส่วนเรื่องโพสหาคู่นอนนี่คิดว่ากลุ่มทอม-ดี้ หรือเลส (เลสเบี้ยน-ผู้หญิงที่มีบุคลิกเป็นผู้หญิง และชอบผู้หญิงที่มีบุคลิกเป็นผู้หญิงเหมือนกัน)ไม่มีนะ ส่วนใหญ่จะโพสหาเพื่อน หาแฟนมากกว่า คือเรื่องแบบนี้มันไม่ใช่ว่าใครก็ได้ ไม่รู้จัก แล้วจะมานอนด้วยกัน ”
       
       อย่างไรก็ดี จากการสอบถามบรรดาผู้ที่โพสข้อความในลักษณะหาคู่นอนนั้นปรากฏว่าหากเป็นคน ที่โพสข้อความเป็นผู้ชายจะมีผู้หญิงโทร.ติดต่อเข้ามาน้อยมาก ในขณะที่หากผู้โพสเป็นผู้หญิงกลับมีหนุ่มๆติดต่อกลับมาไม่ขาดสายเลยทีเดียว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่นิยมมีเซ็กซ์กับคนแปลกหน้า และมองว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนกลุ่มชายรักชายนั้นการโพสหาคู่นอนดูจะเป็นเรื่องปกติและเป็นที่นิยมพอ สมควร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่เป็นคนเพศเดียวกันทำให้พวกเขาไม่รู้สึกกังวล เรื่องความปลอดภัย และที่สำคัญคนกลุ่มนี้ไม่สามารถหาคู่รักและคู่นอนได้ในสังคมทั่วไป การเข้าไปโพสหาคู่ทางเว็บไซต์เกย์หรือเว็บบอร์ดทั่วไปจึงเป็นทางเลือกที่น่า สนใจทางหนึ่ง

 ‘เซ็กซ์โฟน’ เซ็กซ์ผ่านเสียง
       

       การโพสหาเพื่อนผ่านเว็บไซต์เพื่อหาความแปลกใหม่ในเรื่องเซ็กส์นั้น อาจไม่จำเป็นต้องไปมีเพศสัมพันธ์กันจริงๆ เพราะมีไม่น้อยที่เพียงแต่ต้องการคนมาเล่นเซ็กส์โฟนด้วยเท่านั้น โดยคนกลุ่มนี้มองว่าเซ็กส์โฟนเป็นเซ็กส์รูปแบบหนึ่งที่ปลอดภัยและไม่สร้าง ปัญหาตามมาทั้งแก่ตนเองและคู่สนทนา
       
       ‘หนุ่ย’ หนุ่มใหญ่วัย 43 ปี ซึ่งมีประสบการณ์การเซ็กซ์โฟนอย่างโชกโชน พูดถึงเหตุผลในการเล่นเซ็กซ์โฟนของเขาว่า “ แต่ก่อนเรื่องเซ็กซ์นี่ผมโชกโชนมาก เคยสวิ้งกิ้งมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้เลิกหมดแล้ว คือเรามีครอบครัวแล้ว การจะไปมีอะไรนอกบ้านกับใครนั้นมันอาจจะสร้างปัญหาตามมาได้ แต่ผมเป็นคนที่มีความต้องการทางเพศสูงเลยคิดว่าเซ็กซ์โฟนน่าจะเป็นวิธีที่ดี ที่สุด คือเราช่วยตัวเองขณะเซ็กซ์โฟนมันก็ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ต่างคนต่างมีความสุข พอวางสายก็จบกันไป
       
       จากที่ลงโพสหาเพื่อนเซ็กซ์โฟนไว้ก็มีสาวๆโทร.มาพอสมควร ส่วนใหญ่จะคุยกันตอนดึกๆ บางคนเขากำลังมีอะไรกับแฟนอยู่ก็โทร.มาโฟนกันเรา ภรรยาผมก็รู้นะว่าผมชอบเซ็กซ์โฟน เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเราไม่ได้ไปเหลวไหลนอกบ้าน บางทีตอนผมกำลังโทร.เขาก็นอนหลับอยู่ข้างๆนั่นแหล่ะ (หัวเราะขำ)”
       
       สวิงกิ้ง เร้าใจในแบบเซ็กส์หมู่
       
       สัมพันธ์เซ็กซ์รูปแบบหนึ่งที่กำลังฮืฮฮาและแพร่ระบาดอย่างหนักอยู่ใน ขณะนี้ก็คือการมีเซ็กซ์หมู่ที่เรียกกันว่า‘สวิงกิ้ง’ โดยมีการลงโฆษณาตามเว็บไซต์ต่างๆอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งนอกจากลงในเว็บไซต์และเว็บบอร์ดที่เกี่ยวกับเซ็กซ์และการหาคู่แล้ว ยังมีการเปิดเว็บไซต์สวิงกิ้งโดยเฉพาะอีกจำนวนไม่น้อย โดยนอกจากจะทำกันเป็นธุรกิจแล้วยังมีการจัดกันเองในหมู่หญิงชายที่หลงใหลการ มีเพศสัมพันธ์พร้อมกันหลายๆคน ซึ่งแหล่งที่นิยมจัดปาร์ตี้สวิงกิ้งมักเป็นโรงแรมขนาด 2-3 ดาว ที่อยู่ในแถบชานเมือง รีสอร์ทในต่างจังหวัด หรือห้องพักส่วนตัวประเภทคอมโดมิเนียม
       
       ‘โรจน์’ ชายหนุ่มซึ่งมีประสบการณ์ในการจัดปาร์ตี้สวิงกิ้งมาอย่างโชกโชน เปิดเผยถึงกิจกรรมสัมพันธ์เซ็กซ์ในลักษณะนี้ ว่า “ การจัดสวิงกิ้งจะมี 2 แบบ คือแบบที่จัดกันเองและที่ทำเป็นธุรกิจ โดยแบบที่จัดกันเองอย่างที่ผมทำอยู่นี่ค่าร่วมกิจกรรมจะถูกกว่า โดยถ้าเป็นคู่สามี-ภรรยา ค่าร่วมงานคู่ละ 500 บาท ถ้าเป็นชายเดี่ยว คือมาคนเดียว ไม่มีภรรยาหรือสาวๆมาด้วย คนละ 1,500-2,000 บาท แต่หากเป็นหญิงเดี่ยว คือผู้หญิงที่ไม่ได้มีแฟนหรือคู่สามีมาด้วยจะไม่เสียค่าบริการ ทั้งนี้เพราะคนที่มาร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่ต้องการเข้ามามี เซ็กซ์กับสาวๆ แต่จะไม่เอาแฟนของตัวเองมาด้วย ผู้หญิงจึงมีความสำคัญต่องานนี้มาก เราเลยต้องการดึงสาวๆเข้ามาร่วมงานมากขึ้นเพื่อให้สัดส่วนระหว่างผู้หญิงกับ ผู้ชายไม่ต่างกันมากนัก
       
       ส่วน ปาร์ตี้สวิงกิ้งที่ทำเป็นธุรกิจนั้น ถ้าเป็นคู่สามีภรรยา ค่าบริการอยู่ที่คู่ละ 1,000 บาท ถ้าเป็นชายเดี่ยว อยู่ที่ หัวละ 2,000-3,000 บาท แต่หากเป็นสวิงกิ้งสำหรับลูกค้าฝรั่งค่าบริการจะสูงขึ้น อยู่ที่ 3,000-7,000 บาทต่อหัว โดยค่าบริการดังกล่าวรวมค่าอาหาร เครื่องดื่ม และค่าโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากเป็นสวิงกิ้งที่ทำเป็นธุรกิจทางผู้จัดเขาก็จะจัดหาหญิงบริการไว้ให้ เพื่อตอบสนองความต้องของหนุ่มๆที่ชอบเซ็กส์หมู่ ซึ่งหญิงบริการพวกนี้เขาก็จะได้ค่าตัวครั้งละ 1,000-1,500 บาท
       

       ปกติการจัดสวิงกิ้งแต่ละครั้งก็จะมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่คนจัดจะต้องกำหนดสัดส่วนจำนวนคนไม่ให้ต่างกันมาก อย่างที่ผมจัดจะให้มีชายเดี่ยวไม่เกิน 10 คน คู่สามี-ภรรยา 5-6 คู่ ส่วนหญิงเดี่ยวไม่จำกัด แต่ส่วนใหญ่ผู้หญิงมากันน้อย ประมาณ 3-4 คน แต่ผู้หญิงที่มาร่วมงานเนี่ยเขาจะร่วมมีเซ็กซ์ด้วยหรือไม่ก็ได้ จะแค่นั่งดูเฉยๆก็ได้ เราไม่บังคับเพราะเราถือว่าทุกคนมาด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ธุรกิจ และถ้าหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือผมก็จะให้พวกหญิงเดี่ยวที่มาร่วม เอาไปแบ่งกันเพราะถือว่าเขาช่วยให้งานมีสีสัน แต่ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือไม่ ข้อสำคัญของการสวิงกิ้งก็คือมีกฎว่าต้องใส่ถุงยางทุกครั้ง เพื่อป้องกันโรคที่ติดต่อ”
       
       โรจน์ เล่าถึงที่มาในการเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดปาร์ตี้สวิงกิ้งของเขาว่า “เดิมผมเคยไปร่วมปาร์ตี้สวิงมาก่อน แต่ส่วนใหญ่เขาจะเลิกกันประมาณ ตี 2 ตี 3 คือมีเซ็กซ์จบก็เลิก แต่หลายๆคนยังอยากสังสรรค์กันต่อก็เลยคิดกันว่าถ้างั้นเรามาจัดปาร์ตี้กัน เองดีกว่า ก็จัดกันทุกเสาร์ ผมจัดมาได้หลายเดือนแล้ว แต่ผมลงโพสตามเว็บฯด้วยเพราะถ้าจัดเฉพาะในกลุ่มเพื่อน เจอแต่หน้าเดิมๆ มันก็น่าเบื่อ คือคนที่ชอบสวิงกิ้งเนี่ยเป็นพวกที่ชอบมีเซ็กซ์แบบตื่นเต้น ชอบหาความแปลกใหม่ บางคนมาร่วมปาร์ตี้กับเราเพราะชอบมีสัมพันธ์กับภรรยาคนอื่น คือมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น ดังนั้นแต่ละงานเขาก็จะมีลูกเล่นต่างๆ เช่น ให้เล่นเกมปิดตา จัดเป็นปาร์ตี้บิกินีหรือซีทรู คือใส่บิกินีหรือชุดซีทรู ประเภทผ้าตาข่าย หรือผ้าบางๆโดยไม่ใส่ชั้นในตั้งแต่เริ่มงานเลย
       
       เท่า ที่รู้ปัจจุบันมีปาร์ตี้สวิงกิ้งที่ทำกันเป็นธุรกิจ เฉพาะในเขตกรุงเทพฯประมาณ 10-11 ราย แต่ที่จัดปาร์ตี้ในกลุ่มเพื่อนๆกันเองนี่ก็เยอะนะ บางคนสงสัยว่าแล้วไม่กลัวตำรวจจับหรือ อันนี้เราก็ต้องเลือกสถานที่ ส่วนใหญ่ก็จะต้องรู้จักกับเจ้าของโรงแรม เขาก็จะช่วยเป็นหูเป็นตาให้เรา บางทีเขาก็ช่วยเคลียร์กับตำรวจให้ อย่างช่วงนี้ตำรวจจะบอกมาเลยว่าให้เพลาๆหน่อย แล้วนายเขาก็เพิ่งย้ายมาได้ไม่นาน เขาก็ต้องทำผลงาน คือผมว่าเรื่องนี้มันเป็นความสุขส่วนตัว ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่วัฒนธรรมไทยอาจจะไม่ยอมรับ อย่างสามี-ภรรยาเขาไปปาร์ตี้สวิงกิ้ง ต่างคนต่างมีความสุขมันก็ไม่มีปัญหา ในขณะที่ถ้าสามีเจ้าชู้หรือไปมีเมียน้อยมันก็ทำให้เกิดปัญหาครอบครัว”
       

       ด้าน ‘หนุ่ย’ หนุ่มใหญ่ที่เคยร่วมปาร์ตี้สวิงกิ้ง บอกเล่าถึงประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นว่า “ ผมเคยอยู่ ‘ชมรมไทยเพลบอย’ ซึ่งเป็นชมรมสวิงกิ้งในสมัยก่อน คนที่เป็นสมาชิกก็จะทิ้งเบอร์โทร.ไว้ พอมีคนที่สนใจโทร.ติดต่อมาก็นัดกันไปจัดปาร์ตี้กัน มีคนมาร่วมเยอะ..หลายรูปแบบ หลายสาขาอาชีพ มีครั้งหนึ่งมีผู้หญิงติดต่อมา พอไปเจอกันปรากฏว่าผู้หญิงเขามาคนเดียว นัดผู้ชาย 5 คน คือผู้หญิงนี่อายุ 40 กว่าแล้ว เป็นระดับผู้จัดการบริษัทแล้วนะ พวกดารายังมีเลย ที่ผมเจอนี่เป็นดาราสาวจากค่ายที่ผลิตละครทีวี เป็นค่ายใหญ่ในวงการเลยแหล่ะ ก็มาสวิงกัน 3 คน ชาย 1 หญิง 2
       
       ระดับนายพลก็มีนะ ผมเจออยู่ครั้งหนึ่งฝ่ายสามีซึ่งเป็นนายพล เขาโทร.มานัดให้ไปเจอที่บ้านเขา พอไปถึงเขาก็จะให้ผมมีอะไรกับภรรยาเขา ซึ่งภรรยาเขาสวยมาก เป็นทหารเหมือนกันเป็นระดับพันตรีแล้ว แต่ปัญหาคือภรรยาเขาไม่รู้เรื่องมาก่อน เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวคุยกับภรรยาก่อน ผมเห็นท่าไม่ดีเลยขอลากลับ เท่านั้นแหล่ะ นายพลควักปืนขึ้นมาวางบนโต๊ะเลย เขาก็ขู่ว่าถ้าไม่ตามใจเขา เขาจะยิงผม แล้วให้การกับตำรวจว่าผมบุกรุกบ้านเขา ผมเลยต้องยอม ผมก็มีอะไรกับภรรยาเขาโดยที่มีนายพลคอยแอบดู ต้องใช้คำว่าแอบดูเลยนะ เพราะเขาลงไปนั่งแอบๆดูอยู่ข้างเตียง (หัวเราะ) มันก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกๆดี แต่เดี๋ยวนี้ผมเลิกหมดแล้วนะ เหลือแค่เซ็กซ์โฟนอย่างเดียว(หัวเราะ) ถึงเรื่องพวกนี้ผมจะโชกโชนขนาดไหนแต่เวลาที่ผมมีอะไรนอกบ้านทุกครั้งผมจะใส่ ถุงยางนะ เพื่อความปลอดภัย”
       
       นวดอโรมา หลากลีลาเซ็กซ์
       
       นอกจากการมีเซ็กซ์หมู่ที่เรียกกันว่า ‘สวิงกิ้ง’ แล้ว ปัจจุบันยังมีบริการเซ็กซ์ในรูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ ‘การนวดอโรมากระตุ้นอารมณ์’ ซึ่งเป็นบริการนวดให้แก่สุภาพสตรีทุกวัย โดยชายหนุ่มหุ่นดีที่การันตีทั้งฝีมือนวดและฝีมือ‘นาบ’ ผู้ที่ให้บริการดังกล่าวนั้นไม่ได้ดำเนินการในรูปของสถานประกอบการแต่เป็น การให้บริการเป็นการส่วนตัว โดยชายหนุ่มที่ให้บริการนวดมักทำธุรกิจเพียงคนเดียว หรืออาจมีมือนวดที่รู้จักมักคุ้นกันมาร่วมงานด้วยอีก 3-4 คน การโฆษณาก็ใช้วิธีโพสหาลูกค้าผ่านเว็บไซต์ต่างๆ และโทร.นัดหมายกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นบริการนวดนอกสถานที่
       
       ‘เอ’ หนุ่มมาดเข้มซึ่งให้บริการบริการนวดอโรมาฯ อธิบายถึงบริการนวดในลักษณะนี้ว่า
       “หลักๆก็เป็นการนวดผ่อนคลายด้วยน้ำมันหอมแบบอโรมา แต่รูปแบบจะขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าต้องการแบบไหน จะนวดอย่างเดียว หรือนวดและมีเซ็กซ์ด้วยก็ได้ ส่วนเซ็กซ์จะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่ลูกค้าอีกเหมือนกัน บางคนหลังจากนวดเสร็จก็มีเซ็กซ์กับหมอนวด , บางคนอาจมีแฟนอยู่ด้วย พอนวดแล้วมีอารมณ์ก็มีอะไรกับแฟน หรืออยากจะมีอะไรกัน 3 คนก็ได้ , จะนวดแต่ผู้หญิงหรือนวดคู่ของคุณด้วยก็ได้ และคู่ของคุณจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง ทอม-ดี้ ได้หมด
       
       ส่วน ค่าบริการจะเริ่มต้นที่ 500 บาทต่อคน สำหรับบริการนวด ส่วนบริการอื่นๆหลังจากนั้นก็แล้วแต่จะให้ครับ ที่ผ่านมาผู้หญิงที่มานวดก็มีตั้งแต่อายุ 20 ไปจนถึง 50 เลย แต่ทีเยอะที่สุดจะเป็นสาวออฟฟิศช่วงอายุประมาณ 20 กว่าๆถึง 30 กว่าๆ ปัจจุบันการให้บริการนวดในลักษณะนี้มีเยอะมาก...คนที่ให้บริการส่วนใหญ่ก็ทำ แบบส่วนตัวคนเดียว”
       
       ด้าน ‘บอย’ หนุ่มใหญ่ที่ให้บริการนวดอโรมาฯ อีกรายหนึ่ง บอกว่า “ การนวดลักษณะนี้ลูกค้าจะนวดโดยไม่สวมเสื้อผ้า ซึ่งบริการนวดของผมนั้นจะใช้เวลานวด 2 ชั่วโมง โดยนวด 3 จุดใหญ่ๆด้วยกัน คือครึ่งชั่วโมงแรกเป็นการนวดด้านหลัง อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาเป็นการนวดด้านหน้า และอีก 1 ชั่วโมงที่เหลือเป็นการนวดบริเวณเฉพาะจุดตามแต่ลูกค้าต้องการ เช่น ไหล่ ขา หน้าอก หรือจุดสงวน หลังจากนวดแล้วถ้าลูกค้าต้องการมีเซ็กซ์ด้วยเราก็มีบริการให้ ลูกค้าต้องการเซ็กซ์แบบไหนเราทำได้หมด จะออรัลเซ็กส์ , สวิงกิ้ง หรือใช้อุปกรณ์เซ็กซ์ทอย เช่น ดีลโด้ (อวัยวะเพศชายเทียม) เราก็มีให้ แต่หากเป็นอปุกรณ์แบบแปลกๆที่ต้องจัดหาเพิ่มเติมก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขึ้น สำหรับค่าบริการนั้นเราคิดตามเวลาที่ให้บริการ ชั่วโมงละ 500 บาท
       
       หมอนวดชายเรามีให้เลือก 2-3 คน หรือหากต้องการหมอนวดหญิงด้วยเราก็หาให้ได้แต่ต้องนัดล่วงหน้า คือหมอนวดหญิงนี่ไม่ได้มาจากหญิงบริการหรือหมอนวดตามสถานบันเทิงนะ แต่มาจากพนักงานนวดตามสปาที่ต้องการหารายได้เสริมและสามารถให้บริการแบบ เดียวกับหมอนวดชาย คือเรามีหมอนวดในสังกัดไม่เยอะเพราะเราเน้นว่าต้องมีฝีมือในการนวดด้วย ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาดี มีเซ็กซ์กับลูกค้าได้เท่านั้น ก็มีหนุ่มๆ อายุ 26-27 มาสมัครหลายรายนะแต่พอบอกว่าให้ไปเรียนนวดมาก่อนก็หายไปเลย
       
       บอยยัง เล่าถึงประสบการณ์การนวดอโรมาที่เขาพบเจอในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ว่า “ จริงๆแล้วผมให้บริการนวดแบบนี้มา 3 ปีแล้วนะ ตั้งแต่ยังไม่ค่อยมีใครทำกันเลย จนตอนนี้มีโฆษณาโพสตามเว็บไซต์เต็มไปหมด คือตอนนั้นผมทำงานบริษัทคอมพิวเตอร์แล้วก็รับนวดเป็นไซด์ไลน์ แต่ตอนหลังลูกค้าเยอะเลยลาออกมานวดเต็มตัว บางคนสงสัยว่าไม่กลัวเอดส์หรือ โดยส่วนตัวก็ไม่กลัวนะเพราะส่วนใหญ่เราจะใส่ถุงยาง นอกจากลูกค้าประจำที่เชื่อใจกันเท่านั้นถึงจะไม่ใส่ ที่ผ่านมามีลูกค้าทุกรูปแบบ ทั้งผู้หญิง ,ทอม-ดี้ , คู่สามี-ภรรยา ผู้หญิงที่มานวดส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีครอบครัวแล้ว หรือเคยเสียตัวมาแล้ว
       
       ผมเจอแบบแปลกๆเยอะ ผู้ชายบางคนอยากให้เมียมีความสุขก็พามานวด ส่วนตัวเองก็นั่งดู ผู้หญิงบางคนก็ชอบให้ทำออรัลเซ็กซ์อย่างเดียว มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้หญิงมากัน 3 คน มาให้ผมนวดพร้อมกัน แล้วก็รุมผมคนเดียว ที่แปลกสุดก็เป็นเคสที่ผู้หญิงอายุประมาณ 25 หนีแฟนมานวด แต่เขาอยากได้หมอนวด 3 คน ให้ผู้ชาย 3 คน รุมเขาคนเดียว”
       
       แพทย์ติง เซ็กส์ออนไลน์เสี่ยงภัยเอดส์
       
       กล่าวได้ว่าในปัจจุบันสัมพันธ์เซ็กซ์ที่เกิดจากสื่อออนไลน์ได้ขยายวง กว้างขึ้นเรื่อยๆจนหลายฝ่ายวิตกว่าอาจส่งผลกระทบต่อสังคม ทั้งในแง่วัฒนธรรมและศีลธรรมที่เสื่อมทรามลง รวมทั้งยังนำไปสู่ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะโรคเอดส์อีกด้วย
       
       ทั้ง นี้ รายงานจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าปัจจุบันการติดเชื้อเอดส์ในเยาวชนเพิ่มขึ้นทุกปี จากสถิติพบว่าในประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่(ทุกเพศ ทุกวัย) 35 คนต่อวัน และในปี 2552 นี้คาดว่าไทยจะมีผู้ติดเชื้อเอดส์ และผู้ป่วยกว่า 1,100,000 คน เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 10,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ติดจากสามีหรือคู่รัก รองลงมาคือชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย และชายที่ติดจากหญิงบริการ
       
       ด้าน นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินารีแพทย์ และพิธีกรรายการชูรักชูรส แสดงทัศนะถึงเรื่องดังกล่าว ว่า “ การแสวงหาความแปลกใหม่ในเพศรสเป็นสิ่งที่เกิดจากสัญชาติญาณพื้นฐานของมนุษย์ ที่มักชอบความแปลกใหม่ ยกตัวอย่าง คนทั่วไปมักชอบซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ซึ่งเรื่องเซ็กซ์ก็เป็นความแปลกใหม่อย่างหนึ่งเหมือกัน แต่อย่างไรก็ตาม การจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเราต้องคำนึงถึงคุณธรรม ศีลธรรม และวัฒนธรรมประเพณีด้วย ไม่ใช่ทำตามความชอบอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาได้ ที่สำคัญคือมนุษย์เราต้องมีความยับยั้งชั่งใจ มีความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งเย้ายวนต่างๆ หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เกินเลยกว่ามาตรฐานทางสังคม
       
       ต้องบอกว่า พื้นฐานคอรบครัวและสิ่งแวดล้อมทางสังคมก็มีส่วนหล่อหลอมให้คนมีพฤติกรรมทาง เพศที่แตกต่างกัน จะเห็นได้ว่าคนกลุ่มที่มีกิจกรรมทางเพศไปในทางสุ่มเสี่ยง ไม่ว่าการหลับนอนกับคนแปลกหน้า สวิงกิ้ง หรือการมั่วเซ็กซ์ มักเป็นคนที่เกิดในเจเนอเรชั่น X และเจเนอเรชั่น Y
       
       คือคนไทยในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค คือ ยุคเบบี้บูมเมอร์ คือคนที่เกิดหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันเป็นกลุ่มที่อายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นคนที่เกิดมาท่ามกลางความแร้นแค้น พ่อแม่เลี้ยงดูมาด้วยความยากลำบาก หลักสูตรการเรียนการสอนในยุคนั้นจะมุ่งเน้นในเรื่องศีลธรรม ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นแบบอัตนัยคือให้อธิบายเหตุผล ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงมีความอดทนอดกลั้น มีเหตุมีผล มีคุณธรรม จริยธรรม และความกตัญญูสูง ให้ความสำคัญกับเรื่องความซื่อสัตย์
       
       ถัดมาคือยุคเจเนอเรชั่น X เป็นกลุ่มที่อายุ 25-50 ปี คนยุคนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางการฟูมฟักของพ่อแม่ซึ่งไม่อยากให้ลูกลำบาก หลักสูตรการเรียนการสอนเป็นแบบปรนัย คือเป็นข้อสอบที่ให้เลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว คนกลุ่มนี้จึงคิดว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่สามารถประนีประนอมได้ และสุดท้ายคือยุคเจเนอเรชั่น Y เป็นกลุ่มที่อายุ 12- 24 ปี เป็นยุคที่เกิดมาท่ามกลางความสับสน คิดว่าของใหม่ดีกว่าของเก่า มีอะไรก็ต้องมีอีกสิ่งหนึ่งสำรองไว้เสมอ หลักสูตรการเรียนการสอนไม่มีเรื่องศีลธรรม แต่มีวิชาเพศศึกษาเข้ามาแทนที่ ดังนั้นเด็กในยุคนี้จึงอยากได้อะไรใหม่ๆอยู่เสมอ และต้องมีของสำรองอีกชิ้นหนึ่งด้วย เช่น มีมือถือก็ต้องมี 2 เครื่อง
       
       ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าปัจจุบันความยับยั้งชั่งใจของเยาวชน วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยกลาง(คนที่อยู่ในช่วงอายุ 12-50 ปี) ที่มีต่อเรื่องเซ็กซ์จึงมีน้อยมาก มองในเรื่องของความถูกใจมากกว่าความถูกต้องหรือจริยธรรม จึงนำไปสู่การแสวงหาความแปลกใหม่ในเพศรสโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมอันดีงาม”

นพ.พันธ์ศักดิ์ ยังแสดงความวิตกถึงปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่จะตามมาจากการแสวงหาความ แปลกใหม่ในเรื่องเซ็กซ์ ว่า “ การมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าเพื่อสร้างความตื่นเต้นแปลกใหม่ในเพศรส ไม่ว่าจะเป็นการหาเพื่อนนอน การสวิงกิ้ง หรือเซ็กซ์อโรมา (การมีเซ็กซ์กับพนักงานนวด หลังจากถูกกระตุ้นอารมณ์ด้วยการนวด) ล้วนเสี่ยงต่อการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นโรคเอดส์ โรคซิฟิลิส โรคตกขาว และโรคมะเร็งปากมดลูก เพราะแม้จะมีการใส่ถุงยางอนามัยก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้ 100% ทั้งนี้เพราะระหว่างที่มีความสัมพันธ์อาจเกิดปัญหาถุงยางรั่วหรือฉีกขาด อีกทั้งการดื่มเหล้า-เบียร์ในงานปาร์ตี้สวิงกิ้ง หรือดื่มเพื่อกระชับสัมพันธ์ก่อนมีเซ็กซ์ ก็มักทำให้การใส่ถุงยางไม่สมบูรณ์ และมีจำนวนไม่น้อยที่ขาดสติเกินกว่าจะใส่ถุงยางก่อนมีเพศสัมพันธ์
       

       เรา จะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่เรารู้จักเขาชั่วข้ามคืนนั้นไม่ได้กำลังเป็น เอดส์ อีกทั้งการที่เขามีพฤติกรรมส่ำส่อนทางเพศก็แปลว่าเขามีความเสี่ยงสูงที่จะ เป็นโรคนี้ ความตื่นเต้นชั่วครั้งชั่วคราวถ้าต้องแลกกับความทุกข์ทรมานทั้งชีวิตผมว่าก็ คงไม่คุ้มกัน ดังนั้นรู้จักยับยั้งชั่งใจและมีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับคู่ของคุณจะดีกว่า”

 เรื่อง – จินดาวรรณ สิ่งคงสิน

Credit : โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กรกฎาคม 2552 10:10 น.

 

‘แว้น’ Never Die

posted on 27 Jul 2009 00:01 by loopcore

แว้นกลางดึก

 

“ยิ่งเห็นลุงตำรวจมายิ่งมัน” เป็นคำบอกเล่าของเด็กแว้น ที่เล่าถึงความตื่นเต้นเมื่อพวกเขาอยู่ระหว่างการรวมตัวกันเพื่อที่จะแข่งรถ ในยามวิกาล บนถนนเส้นใหญ่ที่โล่งและปราศจากรถสัญจรไปมา
       

       คำ ว่า ‘ลุงตำรวจ’ เป็นคำที่เด็กแว้นจะใช้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจากการสอบถามทัศนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองบอกว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มเด็กแว้นคือเด็กที่มีอายุน้อยจึงเรียกเจ้า หน้าที่ตำรวจว่าลุงตำรวจ

       
       เด็กแว้นเป็นปัญหาที่คาราคาซัง กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่พยายามแสดงออกโดยการแข่งรถจักรยานยนต์โดยใช้ถนน เป็นสนาม เป็นเรื่องที่ทำให้คนในสังคมปวดหัวและได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจที่ต้องมาคอยดูและจับกุม พ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องมานั่งเสียเวลา เสียเงิน และเสียใจ ประชาชนผู้ที่ต้องใช้ถนนเดินทางแต่ต้องเจอเด็กแว้นกลุ่มใหญ่ปิดถนนเพื่อ ประลองความเร็ว ประชาชนผู้อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงที่ได้รับความเดือนร้อนจากเสียงแว้ นๆๆๆๆๆๆๆ รบกวนโสตประสาท ฯลฯ
       
       ข่าวการจับกลุ่มเด็กแว้นยังคงมีให้เห็นกันตามหน้าสื่อของบ้านเราอยู่ เป็นประจำ นั่นแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้กระมีการจับกุม ลงโทษกันอย่างไร ก็ไม่ทำให้พวกเขา ‘เด็กแว้น’ คิดจะอำลาสนามแข่งประลองความเร็ว
       
       เด็กแว้นกับลุงตำรวจ
       
       การแข่งรถของเด็กแว้นเป็นพฤติกรรมที่ซ้ำซาก โดยส่วนใหญ่มักรวมตัวและนัดหมายสถานที่กันอยู่เป็นรายสัปดาห์ โดยคืนวันศุกร์และคืนวันเสาร์ถือเป็นคืนที่แสนพิเศษของพวกเขา ที่ได้มารวมตัวกันเพื่อประลองและแสดงความเร็วอวดสายตาเพื่อนร่วมแก๊ง
       
       พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบชน.) ดูแลงานด้านจราจร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับการแข่งรถของเด็กแว้นโดยดูจาก พฤติกรรมของพวกเขาเป็นหลัก ส่วนสถานที่ในการแข่งขันนั้น จะมีการรวบรวมข้อมูลจากการแจ้งของประชาชน และเด็กแว้นที่เป็นสายตำตรวจเข้าไปปะปนอยู่ในกลุ่ม เมื่อมีข่าวว่าจะมีการแข่งกันที่ไหน ก็จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหาข่าว บันทึกภาพ เพื่อวางแผนการจับกุม
       
       “เราวางแผนกันนานพอสมควร ก่อนปฏิบัติจริงเราก็จะมีการหาข่าว วางแผน ประชุมเตรียมงาน ซักซ้อม ซึ่งทุกอย่างต้องรัดกุม บางครั้งถ้าเป็นการจับกุมครั้งใหญ่จริงๆ ก็จะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่หลายท้องที่มาทำงานร่วมกัน 200-300 นาย ส่วนกองกำลังที่ใช้ก็จะใช้จากทุกส่วน เช่น ตำรวจจราจร ตำรวจสายตรวจ ตำรวจสายสืบ”
       
       อย่างเช่นการจับกุมเด็กแว้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 บริเวณถนนพระราม 6 เลียบคลองประปา ซึ่งครั้งนั้นระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจพญาไท สถานีตำรวจสามเสน สถานีตำรวจดุสิต มาสนธิกำลังกันเพื่อจับกุม
       
       อุปกรณ์ที่ใช้ในการจับกุมครั้งนั้น คือรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่สำหรับจอดขวางทางไม่ให้เด็กแว้นหลบหนีไปได้ ซึ่งการที่จะเอารถตำรวจไปขวางไว้ก็ลำบาก เพราะเด็กแว้นสามารถขับเล็ดลอดออกไปได้ ด้วยถนนที่กว้าง จึงทำให้การวางแผนในครั้งนั้นต้องเอารถเทรลเลอร์จอดขวางปิดหัวปิดท้ายสนาม แข่ง ทำให้รวบตัวแก๊งซิ่งได้เป็นจำนวนมาก
       
       พล.ต.ต.ภาณุ เล่าอีกว่า การวางแผนของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละครั้ง ต้องปิดเป็นความลับให้สนิท เพราะจะมีเด็กแว้นบางกลุ่มที่ทำงานมูลนิธิเพื่อสังคม สามารถฟังการสื่อสารของตำรวจได้ตลอดเวลา หรือไม่บางทีก็มีลูกหลานตำรวจเข้าไปอยู่ในแก๊งร่วมด้วย
       
       “เรา จะให้ข่าวรั่วไม่ได้ บางทีเราต้องหลอกผู้ปฎิบัติหน้าที่เองด้วยว่า วันนี้เราจะไปจับบ่อนนะ พอถึงเวลาปฏิบัติการจริงๆ ก็ปิดเครื่องมือสื่อสาร ทุกคนก็เข้าประจำจุด พร้อมรับสัญญาณและจู่โจมทันที”
       
       จับให้ได้ไล่ให้ทันนะลุง
       
       การเตรียมตัวหนีของกลุ่มเด็กแว้นมีเหมือนกัน ใช่ว่าพวกเขาจะแข่งรถแล้วให้รอตำรวจมาจับเพียงอย่างเดียว ซึ่งลักษณะการเตรียมของเด็กแว้นที่มาเป็นคนชมก็คือ การจอดรถจักรยานยนต์แบบหันหน้าออกถนนและมีคนขับนั่งประจำที่ พร้อมที่จะออกตัวทันที เผื่อเกิดเหตุการณ์ลุงตำรวจโผล่มา ถ้าลุงตำรวจมาสัก 2-3 คน เด็กแว้นก็ไม่กลัว กลับยิ่งทำให้พวกเขาสนุกและตื่นเต้นเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ถ้าลุงตำรวจมาเป็นโขยงเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเป็นอันต้องหนี
       
       “เวลา หนี เขาก็หนีสุดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่แข่งรถหรือกลุ่มคนดูก็เหมือนกัน แต่ถ้าเราไปเปิดไฟรถตำรวจไล่เขา เขาก็จะเฉยๆ การหนีของเขา ที่ไหนมีช่อง มีทาง เขาจะหนีหมด ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ตำรวจต้องใช้รถขนาดใหญ่ในการขวางและจับกุม เวลาเราจับเราจะมีกำลังส่วนหนึ่งไปประจำตามซอยที่คิดว่าเขาจะหนีไปด้วย” พล.ต.ต.ภาณุ กล่าว
       
       แม้กระทั่งการนำพารถจักรยานยนต์ข้ามสิ่งกีดขวางอย่างคูคลองเด็กแว้นก็สามารถทำได้ เนื่องจากว่าต้องการหนีให้พ้นลุงตำรวจ
       
       “ส่วน ใหญ่เราจะจับเขาในบริเวณสะพานกลับรถ พอถ้าขึ้นไปบนสะพานปุ๊บ เราก็เอารถจอดขวางหน้าขวางหลังมันก็จะไหนกันไม่รอด ถ้าไปขวางถนนธรรมดา เขาก็จะหนีไปทุกทางที่ไปได้”
       
       พ.ต.ท.สนอง แสงมณี สารวัตรจราจร งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจจราจร ร่วมเล่าประสบการณ์การจับเด็กแว้นว่า แต่ละพื้นที่จะมีวิธีการและเทคนิคในการจับกุมที่แตกต่างออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ในการจับกุมเป็นหลัก ถ้าพื้นที่ในเมือง การจะใช้รถขนาดใหญ่เข้าจับกุมก็ลำบาก แต่ถ้าเป็นพื้นที่นอกเมือง อย่างบางนา- บางปะกง ก็สามารถทำได้
       
       “ตอน ที่จะเข้าจับกุม เราจะให้เวลาเด็กแว้นที่ถูกจับได้ตั้งสติก่อน เมื่อเราปิดทางปุ๊บ แล้วจับปั๊บเลย มันจะทำให้เขาตกใจ เหมือนต่างคนต่างพุ่งใส่ตำรวจ มันก็จะเกิดอันตรายกับเราด้วย เราก็ต้องรอให้เขาตั้งสติได้ว่าถูกจับแล้วนะ ประมาณ 5-10 นาที พอรู้ตัวแล้ว ก็จะมีพวกที่ยอมให้จับและพวกที่ทิ้งรถจักรยานยนต์แล้ววิ่งหนีไป เราก็จับเท่าที่จับได้”
       
       สนามแข่งยอดฮิตของแว้น กทม.
       
       ลักษณะ ถนนที่เด็กแว้นชื่นชอบและนิยมเป็นพิเศษที่มักจะแห่แหนกันไปแข่งที่สนาม (ถนน) แบบนี้เป็นประจำ คือเป็นถนนที่โล่ง ใหญ่ มีช่องคู่ขนาน แล้วก็เป็นถนนบริเวณชานเมือง มีที่จอดให้คนดูได้อย่างเต็มตา (ซึ่งทำให้ผู้แข่งรถรู้สึกว่าเท่) มีรถสัญจรไปมาน้อย ตามข้อมูลการร้องเรียนของกองบังคับการตำรวจจราจรพบว่า พื้นที่ที่มีการร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแข่งรถของ เด็กแว้นคือ ถนนอาจณรงค์-รามอินทรา, ถนนเกษตร-นวมินทร์, ถนนกาญจนาภิเษก, ถนนบางนา-ตราด เป็นต้น
       
       ถนนสายเกษตร-นวมินทร์ ตั้งแต่บริเวณหน้าโรงเรียนคลองลำเจียก ไปจนถึงใต้ทางด่วนประดิษฐ์มนูธรรม ระยะทาง 200 เมตร ซึ่งเป็นสถานที่รวมตัวของเด็กแว้นกลุ่มใหญ่ในละแวกนั้น ยังมีบริเวณถนนพระราม 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ช่วงแยกโรงกรองน้ำสามเสนถึงแยกโรงพยาบาลวิชัยยุทธ รวมถึงบริเวณทางคู่ขนานนมอเตอร์เวย์ฝั่งลาดกระบัง เลยด่านทับช้าง แขวงและเขตสะพานสูง
       
       นอกจากนี้ก็มีบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า รวมถึงถนนวิภาวดี-รังสิตในส่วนของชานเมือง บริเวณคลอง 5 ปทุมธานี
       
       ในส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร อดีตนักซิ่งคนหนึ่ง บอกว่าบรรดาแก๊งเด็กแว้นจะรวมพลกันที่กิโลเมตรที่ 12 หรือไม่ก็บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ถนนพระราม 2 ย่านเคหะมหาชัยหรืออาจจะเป็นฝั่งท่าจีน รวมถึงย่านบ้านแพ้ว โดยเด็กแว้นจะคัดเลือกถนนที่เป็นเส้นตรงตลอดแนว ในช่วงดึกมากไม่ค่อยมีรถสัญจรไปมา ยิ่งทำให้พวกเขาชื่นชอบมาก
       
       เด็กแว้นภูธร
       
       ไม่เพียงถนนในกรุงเทพฯ เท่านั้นที่เด็กแว้นใช้ประลองความเร็ว ท้องถนนของจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่หลายแห่งก็โดนเด็กแว้นจับจองกันถ้วนหน้า เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ที่เมื่อ 2-3 ปีก่อน เด็กแว้นมักรวมตัวแข่งรถซิ่งทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่ถนนสายหลักหลาย แห่งด้วยกัน เช่น ถนนหางดง ถนนสันกำแพง และถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง รถที่ใช้แข่งจะปรับแต่งเครื่องยนต์และท่อไอเสีย ทำให้มีเสียงดังกว่าปกติ และมีความเร็วมากขึ้น บางครั้งในการแข่งขันจะใช้เงินหรือผู้หญิงเป็นเดิมพัน
       
       ปัจจุบัน พฤติกรรมแข่งรถซิ่งบนถนนของวัยรุ่นเชียงใหม่มีน้อยมาก ส่วนใหญ่พบที่ถนนวงแหวนนอก สี่แยกดอนจั่น และถนนเลียบคันคลองชลประทาน
       
       “ส่วนใหญ่เด็กแว้นจะมาตอนคืนวันศุกร์ เสาร์ ช่วงประมาณ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน พอออกไปดูที่ถนน เห็นวัยรุ่น 50-60 คน แข่งรถกันอยู่ ขับเร็วหวาดเสียวมาก ไม่สวมหมวกกันน็อก แถมยกล้อหน้าด้วย ไม่กลัวอุบัติเหตุกันเลย เรื่องเหล้าหรือเบียร์ไม่ค่อยเห็นนะ มีแต่คุยกันเสียงดังโขมงโฉงเฉง” ปรีดา (ขอสงวนนามสกุล) ชาวบ้านละแวกชุมชนบ้านช่างเคี่ยน ริมถนนเลียบคันคลองชลประทานเล่าให้ฟัง
       
       ไม่ต่างจากจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่จังหวัดพิษณุโลกก็พบปัญหาเด็กแว้นซิ่งกวนเมืองบนถนนสายต่าง ๆ ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก โดยคืนวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีนักซิ่งนับร้อย ถนนยอดฮิตที่เด็กแว้นยึดครองเป็นสนามแข่งคือถนนมิตรภาพตั้งแต่สี่แยกตลาด บ้านคลอง ไปสิ้นสุดที่สามแยกเรือนแพ เพราะเป็นทางตรง พื้นคอนกรีต และมีไฟฟ้าสว่างตลอดเส้นทาง จึงเหมาะกับการซิ่งรถ
       
       ส่วนถนนประลองความเร็วยอดฮิตของเด็กแว้นจังหวัดนครราชสีมา หนีไม่พ้นถนนบายพาสขอนแก่น (ช่วงบ้านเลียบ)
       
       “เด็กจะมาแข่งรถกันมากคืนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ช่วงตั้งแต่ตี 2 จนถึงรุ่งเช้า คิดว่ามีประมาณ 100-200 คนเลยล่ะ วันธรรมดาไม่ค่อยเห็นนะ บางครั้งเกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บกันไปบ้างก็มี เห็นมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ยิ่งช่วงปิดเทอมด้วยแล้ว เด็กไม่รู้มาจากไหนกัน เยอะกว่าช่วงเปิดเทอมอีก เราไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้าง ให้เดินไปบอกกล่าวตักเตือนก็ไม่กล้า กลัวโดนทำร้าย” วรวรรณ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเด็กแว้นกวนเมือง ระบายความอัดอั้นตันใจ
       
       นอกจากนั้น จังหวัดสงขลาก็ประสบปัญหาเด็กแว้นขาซิ่งเหมือนกัน โดยถนนยอดฮิต คือถนนศุภสารรังสรรค์ อำเภอหาดใหญ่
       
       แว้นถอดเขี้ยว
       
       รวีวิชญ์ คันธี นักศึกษา มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (อดีตเด็กแว้น) วัย 23 ปี เขาเช่าบ้านอยู่ย่านบางนา-ตราด บอกว่า พบเห็นแก๊งเด็กแว้นอยู่เป็นประจำ ถ้าวันไหนกลับบ้านดึกช่วง 22.00 น. ขึ้นไป เขาจะเจอแก๊งเด็กแว้นเกือบทุกวัน ยิ่งวันศุกร์ วันเสาร์ จะมีเด็กวัยรุ่นออกมาประลองความเร็วเป็นจำนวนมาก
       
       “เวลา ประมาณตี 2 ตี 3 จะเห็นเด็กแว้นออกมาซิ่งรถบ่อยมาก มีให้เห็นเกือบทุกวัน โดยเฉพาะวันศุกร์ กับวันเสาร์ จะมากันเยอะมาก ผมเห็นมอเตอร์ไซค์เป็นร้อยๆ คัน และเขาจะเลิกแข่งกันช่วงเกือบฟ้าสาง แต่ถ้าช่วงไหนมีพวกตำรวจจราจรมาซุ่มดักจับ พวกเด็กแว้นก็จะไม่ค่อยออกมา เขาจะมีหน่วยสอดแนมตำรวจ แต่เมื่อการออกมาจับกุมซาลงไป พวกเด็กแว้นก็กลับมาซิ่งใหม่”
       

       รวีวิชญ์แสดงทัศนะว่าสาเหตุที่มีเด็กแว้นออกมาท้าความเร็วกันย่านบาง นา-ตราด เนื่องจากเป็นถนนเส้นตรงยาว ถนนจะโล่งมากในช่วงดึก ซึ่งเด็กที่ออกมามีทั้งเด็กนักเรียนและวัยทำงานแล้ว มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนใหญ่พวกผู้หญิงก็จะมาดูแข่งรถมากกว่า คนแถวนี้เขาเห็นจนชินชา และไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามปราม ขืนเข้าไปอาจจะโดนยิงตายได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเด็กแว้นนำอาวุธติดตัวมาหรือเปล่า เกิดไปเตือนอาจโดนลูกตะกั่วได้
       
       รวีวิชญ์ยังเปิดใจว่า ตอนที่เขาอายุ 18-19 ปี ก็เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกเด็กแว้น รวบรวมกลุ่มเพื่อนๆ ออกมาตอน 22.00 น. เป็นต้นไป ในตอนนั้นเขาคิดถึงแต่ความสนุก ความตื่นเต้นเร้าใจที่กำลังจะเกิดขึ้นบนท้องถนนสายยาวสายนั้น แข่งแบบขำๆ ไม่คิดอะไรมาก แต่ในช่วงนั้นก็โชคดีที่ไม่เคยถูกจับ
       
       ……....
       
       เด็ก แว้นเป็นเรื่องที่ต้องมีอยู่ในสังคมไทยกันอีกนาน เพราะเมื่อเด็กแว้นรุ่นนี้หายไป เด็กแว้นรุ่นใหม่ก็จะเวียนเข้ามาแทนที่ ให้ลุงตำรวจได้จับกุมกันใหม่ ซึ่งการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่า นั้น หากแต่ต้นตอของปัญหาคือสังคมแวดล้อม ตราบใดที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ใส่ใจลูกหลาน ไม่สนใจว่าพวกเขาทำอะไร หรือไปไหน ตราบนั้นปัญหาเดิมๆ ก็จะยังคงวนเวียนสร้างความเดือนร้อนและรำคาญให้แก่สังคมอย่างไม่รู้จบ
       

       ******
       
       เรื่อง : ทีมข่าวคลิก
       
       ขอขอบคุณภาพประกอบจากสถานีตำรวจนครบาลวิภาวดี

 

Credit : โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 23 กรกฎาคม 2552 20:21 น